สมรรถภาพ
ในวัยเด็ก มักจะเลือกเล่นกีฬาโดยอาศัยสมาชิกของครอบครัวเป็นหลัก แต่เมื่อเด็กโตขึ้น จะเลือกเล่นกีฬาตามความสนใจและแรงจูงใจ ในขณะที่ปัจจัยทางกายภาพมีความสำคัญมากขึ้น ในวัยกลางคนปัจจัยภายในจะมีความสำคัญมากที่สุด แต่ในวัยสูงอายุปัจจัยภายนอกจะมาความสำคัญมากที่สุด วัยที่เริ่มเล่นกีฬามีความสำคัญมาก เพราะเริ่มเล่นกีฬาตั้งแต่อายุยังน้อยจะมีแนวโน้มเล่นกีฬาได้นานและเล่นได้ดี การเล่นกีฬาตั้งแต่วัยเด็กจะทำให้เกิดความมั่นใจและมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อตนเอง ความมั่นใจในตนเองนี้จะทำให้สามารถแสดงความสามารถด้านอื่นได้ดีขึ้น

๑. องค์ประกอบในการเสริมสร้างสมรรถภาพทางร่างกาย

สมรรถภาพทางร่างกายประกอบด้วยส่วนประกอบหลายส่วน คือ

๑.ความแข็งแรง
๒. ความเร็ว
๓. ความอดทนของกล้ามเนื้อ
๔. ความยืดหยุ่น

๑.๑ ความแข็งแรง
ความแข็งแรง คือ แรงสูงสุดที่กล้ามเยื้อแสดงออกมาในการหดตัวหนึ่งครั้ง การสร้างความแข็งแรงทำได้โดยใช้กล้ามเนื้อต้านแรงต้านทาน การสร้างความแข็งแรงทำได้หลายวิธี คือ
๑. การยกย้ำหนัก เช่น บาร์เบล ดัมเบล วิธีนี้สามารถฝึกได้หลายแบบและฝึกได้ในกล้ามเนื้อหลายมัด การวัดความก้าวหน้าทำได้ง่าย แต่ข้อเสีย คือ จะยกน้ำหนักต้านแรงโน้มถ่วงในแนวขึ้น – ลงได้เท่านั้น ดังนั้นสำหรับนักกีฬาที่ต้องการความชำนาญเฉพาะ การฝึกแบบนี้จะช่วยได้ไม่มากนัก
๒. การหดกล้ามเนื้ออยู่กับที่ วิธีนี้ไม่ใช้แล้วในการฝึก เนื่องจากการหดตัวของกล้ามเนื้อไม่ใช่ลักษณะที่พบบ่อยในการเล่นกีฬา
๓. การหดกล้ามเนื้อแบบความเร็วคงที่แต่เปลี่ยนความต้านทาน วิธีนี้จะเพิ่มงานแก่กล้ามเนื้อได้อย่างต่อเนื่อง แต่มีข้อเสียคือ ความแข็งแรงที่ฝึกได้ที่ความเร็วหนึ่ง อาจจะไม่สามารถถ่ายทอดไปที่ความเร็วอื่นได้เสมอไป ในกีฬาบางชนิดจะต้องเพิ่มความเร็วขณะเล่น ไม่ใช่ความเร็วคงที่ ซึ่งแตกต่างจากขณะฝึก
๔. การออกแรงต้านน้ำหนัก วิธีนี้ได้แก่ การกระโดด การวิ่งขึ้นภูเขา การออกแรงต้านน้ำหนักตัว นักกีฬาจะฝึกออกแรงทันที ซึ่งจะนำไปใช้ในกีฬาอื่นได้
๕. การฝึกเฉพาะประเภทกีฬา การฝึกแบบนี้ออกแรงต้านทานเฉพาะตามประเภทของกีฬา เช่น นักว่ายน้ำจะใส่ชุดซึ่งเพิ่มแรงต้านทานของน้ำ ที่จะทำให้นักกีฬาแข็งแรงขึ้นตามแนวแรงของการเล่น

การทดสอบความแข็งแรง ทำได้โดยการวัด
๑. แรงกล้ามเนื้อ โดยวัดแรงกล้ามเนื้อ มือ แขน หลัง และขา
๒. พลังกล้ามเนื้อ โดยวัดพลังขาในการยืดกระโดดไกลหรือกระโดดสูง

๑.๒ ความเร็ว
ความเร็ว หมายถึง เวลาน้อยทีสุดที่ร่างกายจะไปได้ในระหว่างจุดสองจุด ซึ่งอาจจะวัดเป็นเวลา ( วินาที ) เป็นระยะทางต่อเวลา ( เมตร / นาที )
ในกีฬาตะกร้อ เช่น การเล่นเซปักตะกร้อ จะใช้กำลังมากในช่วงเวลาสั้นๆ จึงต้องฝึกการใช้กล้ามเนื้อแบบไม่ใช้ออกซิเจน จะต้องฝึกซ้ำๆ สลับกับการพัก เช่น ให้วิ่งระยะสั้น ควรวิ่ง ๕ – ๗ วินาที สลับกับการเดิน ๑ – ๒ นาที การฝึกแบบนี้จะทำให้นักกีฬาฝึกได้จำนวนครั้งมากขึ้นโดยที่เหนื่อยน้อยลง การทดสอบความเร็ว ทำได้โดย การวิ่ง ๕๐ เมตร

๑.๓ ความอดทน
ความอดทน หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อที่จะหดตัวซ้ำๆ โดยไม่เหนื่อย การหดตัวของกล้ามเนื้อใช้พลังงานจากหลายแห่ง มีทั้งแหล่งที่ใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจน

ความยืดหยุ่น หมายถึง ระยะการเคลื่อนไหวของข้อ เครื่องมือที่ใช้วัดอาจจะเป็นเครื่องมือง่ายๆ เช่น ไม้โปรแทรคเตอร์ กีฬาที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง ได้แก่ ยิมนาสติก

๒. แบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย
แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายโดยทั่วไป ซึ่งคณะกรรมการนานาชาติจัดขึ้นเพื่อเป็นมาตรฐานการทดสอบของสมรรถภาพทางกาย ( International Committee for the Standardization of Physical fitness test ) ได้กำหนดไว้เพื่อใช้เป็นแบบทดสอบมาตรฐานสำหรับนานาประเทศ ประกอบด้วยการทดสอบ ๘ อย่าง คือ

๑. วิ่งเร็ว ๕๐ เมตร สำหรับทดสอบความเร็ว
๒. ยืนกระโดดไกล สำหรับทดสอบกำลังกล้ามเนื้อ
๓. แรงบีบมือ สำหรับทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
๔. ลุกนั่ง ๓๐ วินาที สำหรับทำสอบความทดทนของกล้ามเนื้อ
๕. ก.ดึงข้อ ( ชายอายุตั้งแต่ ๑๒ ปีขึ้นไป ) สำหรับทดสอบความอดทนของกล้ามเนื้อ
ข.ดึงแขนห้อยตัว ( หญิงทุกอายุ และชายอายุต่ำกว่า ๑๒ ปี )
๖. วิ่งเก็บของ สำหรับทดสอบความคล่องแคล่ว
๗. นั่งงอตัว สำหรับทดสอบความอ่อนตัว
๘. วิ่งระยะไกล สำหรับทดสอบความอดทนทั่วไป

การบำรุงรักษาสุขภาพ

การมีสุขภาพดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ทุกคน การเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพก็จะต้องรู้จักวิธีรักษาสุขภาพด้วย

การบำรุงรักษาสุขภาพโดยทั่วไป

๑. การประมาณตน การออกกำลังกายเพิ่มสมรรถภาพทางกาย จะต้องเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ถ้าหากฝึกซ้อมเบาเกินไปก็ได้ผลน้อย หรือไม่ได้ผล แต่การฝึกซ้อมหลักเกินไป นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย
๒. การแต่งกาย การแต่งกายมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในการเคลื่อนไหว ความอดทนและจิตวิทยา เครื่องแต่งกายที่ไม่เหมาะสมกับการเล่นตะกร้อ เช่น สวมเสื้อและกางเกงรุ่มร่าม รองเท้าไม่เหมาะสมกับเท้านอกจากทำให้เคลื่อนไหวไม่คล่องตัวแล้ว ยังเป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุด้วย ในด้านความอดทนต้องคำนึงถึงการระบายความร้อนออกจากร่างกายเป็นสำคัญ เพราะในระหว่างที่ออกกำลังกายจะมีความร้อนเกิดขึ้น หากระบายออกไม่ทันความร้อนที่สะสมขึ้นจะเป็นตัวจำกัดการออกกำลังกายต่อไป ในกรณีที่เสื้อผ้าทำด้วยวัสดุใยสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติในการซับเหงื่อได้น้อยจะทำให้การระบายความร้อนออกจากร่างกายเป็นไปด้วยคามยากลำบากอีกด้วย
๓. การรับประทานอาหารที่มีคุณค่าและเพียงพอกับคามต้องการของร่างกาย การรับประทานอาหาร บางคนเข้าใจว่ารับประทานข้าวจนอิ่มท้องก็เพียงพอแล้ว โดยไม่รู้ถึงความสำคัญของอาหารแต่ละชนิด เพราะร่างกายของคนเราต้องการสารอาหารหลายชนิดซึ่งจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายที่แตกต่างกัน จะไม่มีอาหารชนิดใดเพียงชนิดเดียวที่มีสารอาหารต่างๆ ในปริมาณที่เพียงพอเท่าความต้องการของร่างกาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับประทานอาหารที่ให้สารอาหารครบทั้ง ๕ หมู่ เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน นอกจากนี้จะต้องรับประทานอาหารให้เป็นเวลา และมีการฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลาด้วย
๔. หลังการฝึกซ้อมหรือออกกำลังกายใหม่ๆ ไม่ควรอาบน้ำทันที ควรรอให้เหงื่อแห้งเสียก่อน ในระหว่างพักให้เหงื่อแห้งนี้ ไม่ควรถอดเสื้อแต่อาจเปลี่ยนเสื้ออื่นที่ไม่เปียกก็ได้
๕. งดเว้นจากการเสพสิงเสพย์ติดทุกชนิด การไม่เที่ยวเตร่ในแหล่งอบายมุขทั้งปวงเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าจะให้สุขภาพดียิ่งขึ้นควรงดสิ่งเสพย์ติดทุกชนิด เช่น บุหรี่ สุรา เครื่องดองของมึนเมาต่างๆ เป็นต้น

๓.ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางกาย

๑.การซ้อมเกิน

การซ้อมเกิน หมายถึง การที่นักกีฬาทำการฝึกซ้อมหนักหน่วงเกินไป จึงเป็นผลร้ายแทนที่จะเป็นผลดี คือ ทำให้สมรรถภาพเสื่อมแทนที่จะดีขึ้น อาการแยกเป็น ๒ พวก คือ อาการแจ้งกับอาการแสดง

อาการแจ้ง ได้แก่ ความเบื่อหน่าย หงุดหงิด เหงาซึม นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ปวดเมื่อย หายเหนื่อยช้า เป็นต้น

อาการแสดง ได้แก่ สมรรถภาพลดลง น้ำหนักตัวลด ชีพจรและความดันเลือดสูงขึ้น

เมื่อปรากฏอาการซ้อมเกิดขึ้น ต้องงดฝึกซ้อมชั่วคราว ถ้าอาการน้อยอาจลดความหนักของการฝึกซ้อมลง เพิ่มการพักผ่อนและนันทนาการให้มากขึ้น แต่ถ้ามีอาการมาก อาจให้หยุดฝึกซ้อมชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อสดชื่นกระปรี่กระเปร่าดีแล้ว จึงกลับมาซ้อมใหม่โดยค่อยๆ เพิ่มความหนักขึ้นเรื่อยๆ

๒. การเก็บตัวเกิน

การเก็บตัวเกิน คือ การนำนักกีฬามาอยู่ค่ายฝึกซ้อมเป็นเวลานานเกินสมควร ทำให้เกิดผลเสียทางจิตใจและอาจแสดงออกมาเป็นการเสื่อมสมรรถภาพ จากการปฏิบัติของการกีฬาในประเทศตะวันตก โดยมากเขาไม่เก็บตัวนักกีฬาไว้ฝึกซ้อมนานกว่า ๓ สัปดาห์ ถึงแม้ว่าจะมีการแข่งขันที่สำคัญเพียงไรก็ตาม ถ้ามีเหตุผลพิเศษที่จะต้องให้นักกีฬาอยู่ในค่ายนานกว่านั้น เขาใช้วิธีแบ่งเป็นวาระ คือให้อยู่ค่ายวาระหนึ่งๆ ๑๐ – ๑๔ วัน แล้วให้หยุดพักไปบ้านได้ประมาณ ๗ วัน จึงกลับมาใหม่ ระหว่างอยู่ค่ายต้องจัดให้มีการนันทนาการต่างๆที่ไม่จำเจ เพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย เพราะสภาพการกินอยู่ การฝึกซ้อมที่จำเจซ้ำซาก ข้อสำคัญคือ จะต้องทำให้นักกีฬารู้ตัวว่าจะได้ประโยชน์จริงจังจากการเข้าค่าย มีการวางแผนการฝึกซ้อมที่สม่ำเสมอและเหมาะสม ดูแลสภาพความเป็นอยู่และความก้ามหน้าของการฝึก อย่าให้รู้สึกว่าถูกกักขัง

๓. การอบอุ่นร่างกาย

เป็นสิ่งที่นักกีฬาต้องทำก่อนการฝึกซ้อมหรือการแข่งขัน ซึ่งนอกจากจะทำให้การฝึกซ้อมหรือการแข่งขันได้ผลเต็มที่แล้ว ยังช่วยป้องกันการปาดเจ็บจากการเล่น เช่น ข้อแพลง กล้ามเนื้อฉีกได้อีกด้วย

ผลดีของการอบอุ่นร่างกายต่อสมรรถภาพในการเล่นกีฬามี ๓ ประการ คือ

๑. ทำให้การประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อ ประสาท และระหว่างกลุ่มกล้ามเนื้อด้วยกัน เป็นไปอย่างถูกต้องและราบรื่น การปฏิบัติตามเทคนิคจะทำได้ดี
๒. เพิ่มอุณหภูมิในกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวได้ประสิทธิภาพสูงสุด
๓. ปรับการหายใจและการไหลเวียนเลือด เป็นการย่นระยะการปรับตัวในระหว่างการฝึกซ้อมหรือการแข่งขัน

ที่มา http://203.172.208.244/web/stu01/site2_1/index3.htm